Life of Pi ศรัทธา ไหวพริบ และความอดทน
posted on 12 Feb 2008 21:34 by glorfindel in Book
หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งใน Book Challenge 12 เล่ม 12 เดือนค่ะ รายละเอียดอยู่ใน Entry ที่แล้วค่ะ
Life of Pi หรือ การเดินทางของพาย พาเทล นอนเล่นอยู่บนชั้นหนังสือมาได้เกือบปี ซื้อมาจากงานหนังสือเด็กและเยาวชนเมือปีที่แล้วจากบูธ Bliss เจ้าประจำ และก็เก็บไว้อย่างงั้น ไม่ได้หยิบมาอ่านเสียที
ทราบดีว่าเป็นหนังสือขายดี และเคยเห็น Life of Pi ภาษาอังกฤษวางโชว์เป็นหนังสือแนะนำตามร้านหนังสือเจ้าประจำอยู่นาน ยังเคยคิดเลยว่า หนังสืออะไรแปลกดี ไลฟออฟปิ .. หึหึ คงมีหลายคนล่ะนะ ที่แวบแรก อ่านพายเป็นปิ เคยหยิบมาเปิด ๆ พลิก ๆ เหมือนกัน แล้วก็วาง เอาไว้ก่อน ยังไม่น่าสนใจ จนกระทั่งเห็นมีแปลไทยนี่ล่ะค่ะ
Life of Pi หรือ การเดินทางของพาย พาเทล แต่งโดยยานน์ มาร์เทล ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มชาวอินเดีย ที่ติดอยู่บนเรือชูชีพพร้อมกับเสือโคร่งเบงกอล ล่องลอยอยู่ในทะเลเวิ้งว้างด้วยกันยาวนานถึง 227 วันเขาอยู่กันได้อย่างไง น่าสนใจใช่ไหม
.............
จะรีวิวสปอยแล้วนะคะ ..
.............
ช่วงแรกของเรื่อง จะกล่าวถึงชีวิตในวัยเด็กของพาย พาเทล เหตุและแรงบัลดาลใจอะไร ทำให้เขาเกิดศรัทธาจนนับถือถึงสามศาสนาในเวลาเดียวกัน รวมไปถึงชีวิตในวัยเรียน การดำเนินชีวิตที่ครอบครัวดำเนินกิจการสวนสัตว์ของเมือง จนไปถึงการตัดสินใจออกเดินทาง ย้ายถิ่นฐานไปแคนาดา
ดิฉันมองพาย พาเทลเป็นเด็กแปลก กับความคิดอ่านที่ฉลาดเฉลียวเกินเด็กอายุเท่านี้ หรืออาจเป็นไปได้ ว่ารอบด้านของดิฉัน หรือแม้แต่ในสังคมเมืองที่ดิฉันอาศัยอยู่ทุกวัน มันหาอะไร ๆ แบบนี้แทบไม่ได้ เด็กบ้านเราสมัยนี้อยู่ห่างจากพระเจ้า หรือแม้แต่ตัวดิฉันเองที่ยอมรับตรง ๆ ว่าไม่ใช่คนเคร่งศาสนา เป็นเหมือนคนเมืองทั่ว ๆ ไปที่นาน ๆ ทีจะเข้าวัดทำบุญตามแต่เทศกาลวันสำคัญของครอบครัว (เช่น ครบรอบวันตายของญาติผู้ใหญ่ หรือวันเกิด) ดิฉันเข้าเรียนที่โรงเรียนคริสต์มาโดยตลอดตั้งแต่อนุบาลยันมหาลัย สามารถท่องวันทามารีอาได้คล่องกว่าบทกรวดน้ำแผ่ส่วนกุศล และดิฉันก็แน่ใจว่าหลาย ๆ คนที่ดิฉันรู้จักก็เป็นเช่นนี้ คืออยู่ห่างจากพระเจ้า
ทำให้ดิฉันมองพาย พาเทลเป็นเด็กแปลก ไม่ใช่ว่าดิฉันไม่เชื่อกับศรัทธาของเด็กชายพาเทล มันทำให้ดิฉันทึ่งเสียด้วยซ้ำ และก็เป็นแบบนี้ทุกครั้งที่ดิฉันอ่านหนังสือ (ทั้งเรื่องนี้หรือเรื่องอื่น ๆ ) ที่ว่าด้วยความศรัทธา จนทำให้บางครั้ง ดิฉันนึกย้อนไปเมื่อสมัยเด็ก เมื่อครั้งที่คุณครูภาษาอังกฤษพาเด็กในชั้นเข้าไปสวดมนต์ในโบสถ์คริสต์ที่โรงเรียน มันต้องเป็นความรู้สึกเช่นเดียวกับเมื่อเด็กชายพาเทล เดินเข้าไปในโบสถ์คริสต์ครั้งแรกแน่ ๆ
นอกจากเด็กชายพาเทลจะมีศรัทธาในพระเจ้าอย่างแรงกล้าแล้ว เขายังฉลาดเฉลียวเป็นกรด และมีเหตุผลมาก ๆ อีกด้วย เขามองโลกได้กระจ่างยิ่งกว่าผู้ใหญ่หลาย ๆ คนเสียอีก อาจเพราะเด็กชายพาเทลเติบโตขึ้นมาในสวนสัตว์ พ่อแม่ของเขาสั่งสอนได้ดี ทำให้เด็กชายพาเทลเข้าใจถึงชีวิต โดยดูจากสัตว์ และการเข้าใจวิถีชีวิตของสัตว์ต่าง ๆ เป็นอย่างดีนี่เอง ได้ช่วยชีวิตเด็กชายพาเทลเมื่อครั้งต้องติดอยู่ในเรือกับสัตว์ต่าง ๆ
ช่วงทีสองของเรื่อง ดำเนินมายังจุดเนื้อเรื่อง เมื่อพาย พาเทลรอดชีวิตจากเรืออับปาง แต่ชีวิตที่รอด ก็ไม่ได้สวยหรูสะดวกสบาย เมื่อบนเรือ มีสัตว์ต่าง ๆ อยู่ด้วย ทั้งไฮอีน่า อุรังอุตัง ม้าลาย หนู แมลงสาป และเสือโคร่งที่มีชื่อเท่ ๆ ว่า ริชาร์ด พาร์เกอร์
เมื่อศรัทธาสั่นคลอน ความหวังริบหรี่ เหลือเพียงไหวพริบ สติที่ต้องใช้ในการเอาตัวรอด และความอดทนต่อสู้ชีวิตบนความอ่อนล้า ความกลัว และความสิ้นหวังที่กัดกินหัวใจทุกวัน
สัตว์ยังไงก็คือสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสือที่เป็นสัตว์ป่า แม้จะเป็นเสือสวนสัตว์ที่นอนเล่นอยู่ในกรง มันก็คือเสือ และเป็นสัตว์กินเนื้อ ดิฉันไม่คิดว่าพระเจ้าจะช่วยคุณได้ หากคุณไร้ไหวพริบ หรือความรู้เกี่ยวกับมัน อาจจะบวกดวงและโชคดีด้วยก็ได้ พาย พาเทลดูเหมือนจะมีทุกอย่างนี้ครบถ้วน ทำให้เขาสามารถเดินทางกับริชาร์ด พาร์เกอร์ได้โดยไม่ถูกมันจับกิน
เมื่อเข้าตาจน พาย พาเทลที่กินมังสะวิรัติมาตลอดชีวิตสิบกว่าปีของเขา ก็เริ่มกินเนื้อสัตว์ทะเลที่จับได้ จากครั้งแรกที่ลังเล และร้องไห้ขณะฆ่าปลา จนภายหลังสามารถหักคอเต่าดื่มเลือดได้ แต่พาย พาเทล ก็หวังจะไถ่บาปกับพระเจ้าเสมอทีเขาต้องคร่าชีวิตผู้อื่นเพื่อยังชีพ เขาทำละหมาดสม่ำเสมอ ทำมิซซา สรรเสริญพระเจ้า แม้หลายครั้งที่ความสิ้นหวังจะถาโถมเข้ามาจนกลายเป็นความโกรธ และอ่อนล้า แต่เขาก็ยังศรัทธาในพระเจ้าตลอด
คงไม่มีใครอยากเจอสถานการณ์แบบพาย พาเทลแน่ ๆ แค่ต้องลอยคออยู่บนเรือชูชีพ รอเรือหรือหน่วยกู้ชีพมาช่วยบนท้องทะเลเวิ้งว้าง มันคงเป็นประสบการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุดแน่ ๆ ขอให้เรื่องนี้ อย่าได้เกิดขึ้นจริง ๆ กับใครเลย
แน่นอน พาย พาเทลรอดชีวิต คุณคิดว่าเพราะอะไรเขาถึงรอด ศรัทธาในพระเจ้า ไหวพริบในการเอาตัวรอด ความฉลาดในการใช้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ต่าง ๆ ที่พ่อแม่เคยสั่งสอน หรือความอดทน ไม่ย่อท้อในการดำรงชีวิตบนเรือชูชีพบนความหวังริบหรี่
ช่วงสุดท้าย เป็นบทสัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นสองคนที่มาหาข้อมูลสาเหตุของเรืออับปาง จนได้ฟังเรื่องเล่าอันแสนมหัศจรรย์ของพาย พาเทล
ถ้าคุณเป็นคนที่ได้ฟังเรื่องเล่า ... เด็กชายอินเดียผอม ๆ รอดชีวิตจากเรืออับปาง ลอยคออยู่ในเรือชูชีพพร้อมกับเสือเบงกอลตัวโต การได้พบกับคนเรือแตกอีกคนกลางมหาสมุทร และเรื่องเกาะสาหร่ายประหลาดพิสดาร ... คุณจะเชื่อไหม?
ดิฉันไม่โทษเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นที่จะเคลือบแคลงใจกับเรื่องเล่าของพาย พาเทล แม้ว่าครั้งแรกดิฉันจะรู้สึกโกรธเคืองเจ้าหน้าที่ทั้งสองนี้มาก อาจเป็นเพราะความอินที่ดิฉันเพิ่งได้อ่านมา กับการดำรงชีวิตอย่างยากลำบากของพาย พาเทล ทำให้เห็นใจ และเอาใจช่วยพาย พาเทลเสมอ ๆ จนโกรธเคืองทุกคนที่ไม่ยอมเชื่อเรื่องของพาย พาเทล .. แต่พอได้คิดในมุมกว้าง มันก็เป็นเรื่องเหลือเื่ชื่อจริง ๆ นั่นล่ะ ไม่แปลกเลยที่จะมีคนไม่เชื่อ
ความโดดเด่นขององก์สุดท้ายคือเรื่องเล่าแบบไม่มีสัตว์ของพาย พาเทล มันแสดงให้เห็นถึงความฉลาดแยบยลของเด็กคนนี้ แม้มันเป็นเรื่องเล่าที่แฝงไปด้วยอารมณ์โทสะ แต่มันก็น่าทึ่งมากกับการเปรียบเทียบแทนด้วยสัญลักษณ์ เรียบเรียงเหตุการณ์ตอนต้นของเรือชูชีพ
คนเราก็แปลก บางครั้งการดำเนินเรื่องที่เหมือนกัน แต่เปลี่ยนสัญลักษณ์เพียงเล็กน้อย มันกลับทำให้อารมณ์แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง จนกระทบต่อความน่าเชื่อ และความไม่น่าเชื่อได้ เรื่องเล่าที่ใช้สัตว์เป็นตัวดำเนินเรื่องดูจะเกินจริง ไม่น่าเชื่อ เรื่องเล่าที่ใช้มนุษย์เป็นตัวดำเนินเรื่องกลายเป็นเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัวมากเกินไป จนทำให้เรื่องที่ดูไม่น่าเชื่อเรื่องแรก ดูน่าเชื่อถือขึ้นมาเป็นกอง
กระบวนการทางความคิดของคนเรานี่แปลกประหลาดจริง ๆ
....................
Life of Pi หรือ การเดินทางของพาย พาเทล เป็นหนังสือที่น่าทึ่ง ดำเนินเรื่องได้อย่างน่าสนใจ ชวนติดตาม และยังให้ผู้อ่านได้ลุ้นไปกับพาย พาเทลด้วย นอกจากแฟนตาซีแล้ว ยังมีปรัชญา ความรู้รอบตัว วิทยาศาสตร์ ศาสนาและพฤกษศาสตร์ให้ได้เพลินกันไปทั้งเรื่องอีกด้วย แง่คิดเกี่ยวกับศาสนาคมมาก ๆ มีประโยคเด็ด ๆ ในแง่ปรัชญาที่ชวนให้ขบคิด และนึกถึงเหตุและผลของการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน
ไม่แปลกใจที่ติดอันดับหนังสือขายดี หนึ่งในวรรณกรรมโลกที่ได้รับการแปลมาแล้วหลายภาษา
จากการแปลภาษาไทยของคุณตะวัน พงศ์บุรุษ ผู้ซึ่งแตกฉานในภาษาอังกฤษ และใช้ภาษาไทยได้อย่างสละสลวย ทำให้หนังสือเ่ล่มนี้น่าอ่านมาก ที่กล้ายืนยันเช่นนี้ ก็เพราะคุณตะวันเป็นผู้แปล The Dark Tower นี่ล่ะค่ะ (The Dark Tower หรือหอคอยทมิฬ เป็นซีรีย์ที่ดิฉันอ่านภาษาอังกฤษเข้าใจไม่ถึงครึ่ง) เลยแน่ใจว่าคุณเค้าไม่แปลมั่วนิ่มแน่ ๆ การเลือกใช้ภาษาสวยงาม อ่านเพลินได้ทุกตัวอักษร
Highly Recommended ค่ะ
แต่ก็ไม่ได้งงเท่าคุณนพดลที่แปลหนังสือของมุราคามิหรอก ฮา)
ไม่ได้ฤกษ์ซะที เอิ๊กๆ ไว้ต้องเอามาอ่านมั่งแล้ว
ยิ่งคุณบีจังบอกว่าสำนวนแปลสละสลวยยิ่งน่าสนใจค่า
#1 By < O t h e r | s i d E > [][] R e n z E [][] on 2008-02-13 00:20